Skip to Content

การบริหารจัดการภัยแล้งปี 2553

. การคาดการณ์สถานการณ์ภัยแล้งปี 2553
1. ประมวลความเสียหายจากภัยแล้งในปีที่ผ่านมา
สถิติภัยแล้งใน ปี2535-2552 โดยส่วนใหญ่จังหวัดในประเทศไทยที่51-60 จังหวัด ซึ่งภาวะภัยแล้งที่รุนแรง2548 จังหวัดประสบภัยแล้ง มี 71 จังหวัด มูลค่าความเสียหายสูง7.5 พันล้านบาท ในปี 2553 จังหวัดประสบภัยแล้งมี 60 จังหวัด มูลค่าความเสียหาย 672.50 ล้านบาท
2.ประมวลจากสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน
-น้อยกว่าฝนสะสมเฉลี่ย ปริมาณฝนสะสมของประเทศในปี 2552 มี 1,534 .. น้อยกว่าปี 2551 อยู่ 110 ..(ปี 2551 มี 1,644 ..) และ30 ปี อยู่ 47 .. (ฝนสะสมเฉลี่ย 30 ปี มี 1,581..)
-ปริมาณฝนในช่วงต้นฤดูฝนนี้ยังมีปริมาณน้อย และได้เข้าสู่ภาวะปกติของฤดูฝนในกลางเดือน สิงหาคม 2553ขณะนี้มีฝน ตกกระจายทุกพื้นที่แล้ว
-ฝนสะสมปี 2553 (มกราคม ปัจจุบัน) 732.6 มม. น้อยกว่าฝนสะสมเฉลี่ย 30 ปี 77.4 มม. (ฝนสะสมเฉลี่ย 30 ปี 810.0 มม.)ปริมาณน้ำท่า ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแต่ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์น้อย
- ฝนสะสมปี 2553 (มกราคม – ปัจจุบัน) 732.6 มม. น้อยกว่าฝนสะสมเฉลี่ย 30 ปี 77.4 มม. (ฝนสะสมเฉลี่ย 30 ปี 810.0 มม.)
- ปริมาณน้ำท่า ระดับน้ำในแม่น้ำสายหลักมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแต่ส่วนใหญ่อยู่ในเกณฑ์น้อย
- ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้น ณ วันที่ 8 ส.ค.53 มีปริมาณน้ำเก็บกัก 32,545 ล้านลูกบาศก์เมตรคิดเป็น 47 % ของความจุเก็บกัก ซึ่งน้อยกว่าปี 2552 อยู่ 16 % (ปี 2552 มี 44,154 ล้านลูกบาศก์เมตร) ขณะนี้อ่างเก็บน้ำที่มีปริมาณน้ำเก็บกักต่ำกว่า 50 % มี 29 เขื่อน ได้แก่ เขื่อนป่าสักชลสิทธ์จ.ลพบุรี (9%) เขื่อนแม่กวง จ.เชียงใหม่ (11%) เขื่อนทับเสลา จ.อุทัยธานี (21%) เขื่อนห้วยหลวง จ.อุดรธานี(22%) เขื่อนกิ่วคอหมา จ.ลำปาง (23%) เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ (24%) เขื่อนมูลบน จ.นครราชสีมา (25%) เขื่อนขุนด่านฯ จ.นครนายก (27%) เขื่อนแควน้อย จ.พิษณุโลก (27%) เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร (27%) เขื่อนปราณบุรีจ.ประจวบคีรีขันธ์ (27%) เขื่อนแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี (28%) เขื่อนคลองสียัด จ.ฉะเชิงเทรา (29%)เขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา (29%) เขื่อนภูมิพล จ.ตาก (30%)เขื่อนแม่งัด จ.เชียงใหม่ (32%)เขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น
(32%) เขื่อนลำนางรอง จ.บุรีรัมย์ (35%) เขื่อนกิ่วลม จ.ลำปาง(36%)เขื่อนบางพระ จ.ชลบุรี (38%) เขื่อนวชิราลงกรณ์ จ.กาญจนบุรี(40%) เขื่อนสิริกิติ์ จ.อุตรดิตถ์ (41%) เขื่อนลำแซะ จ.นครราชสีมา (42%) เขื่อนจุฬาภรณ์จ.ชัยภูมิ (43%) เขื่อนน้ำพุง จ.สกลนคร (43%) เขื่อนบางลาง จ.ยะลา (44%) เขื่อนลำพระเพลิง จ.นครราชสีมา(45%) เขื่อนกระเสียว จ.สุพรรณบุรี (47%) และเขื่อนสิรินธร จ.อุบลราชธานี (48%)
- พื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำอุปโภค-บริโภค-จุดจ่ายบาดาล มี 24 จังหวัด ที่ยังขาดแคลนระบบประปาหมู่บ้านเกิน 50%
3. จากข้อมูลฝน น้ำท่าและน้ำเก็บกักในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ กรมทรัพยากรน้ำ ได้คาดการณ์สถานการณ์ภัยแล้งปี 2553 ในรอบสัปดาห์ ( 10 - 16 ส.ค. 53) น่าจะคลี่คลายและเข้าสู่ภาวะปกติ
4. กรมทรัพยากรน้ำ ได้จัดเตรียม รถบรรทุกน้ำจำนวน 19 คัน รถผลิตน้ำดื่มจำนวน 6 คัน เครื่องสูบน้ำจำนวน 141 ชุดและรถประปาสนาม จำนวน 12 คัน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งในปี 2553
5. กรมทรัพยากรน้ำ ได้ดำเนินโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำปีละไม่น้อยกว่า 700 แห่ง ซึ่งใน
ปี 2552 ได้การดำเนินโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำ จำนวน 705 แห่ง และในปี 2553 ได้จัดเตรียมแผนการเพื่อการดำเนินโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำ จำนวน 1,766 แห่ง และโครงการบริหารจัดการน้ำแบบ IWRM“น้ำถึงไร่นา ประปาถึงทุกบ้าน”
6. คณะอนุกรรมการติดตามและแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำ ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้จัดประชุมทุกวันจันทร์เพื่อติดตามสถานการณ์ภัยแล้งของปี 2553การประชุมวันจันทร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ 2553 มีผลสรุปของที่ประชุม ดังนี้
6.1 การคาดหมายลักษณะอากาศในช่วงฤดูร้อน อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยจะสูงกว่าค่าปกติและสูงกว่าปีที่ผ่านมา
ปริมาณฝนบริเวณประเทศไทยจะน้อยกว่าค่าปกติเล็กน้อย ฤดูร้อนปีนี้แห้งแล้งมากพอสมควร ปริมาณฝนที่ตกจะไม่เพียงพอกับความต้องการ หลายพื้นที่ประสบกับการขาดแคลนน้ำ ทั้งทางด้านอุปโภค บริโภคและการ
เกษตรกรรม โดยเฉพาะพื้นที่แล้งซ้ำซากในบริเวณประเทศไทยตอนบน
6.2 ด้านเตรียมการช่วยแก้ปัญหาภัยแล้ง ปี 2553 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมการในด้านบรรเทาปัญหา
ภัยแล้งในภาวะเร่งด่วน เช่นมาตรการแจกน้ำอุปโภค บริโภค การเตรียมแหล่งน้ำบาดาลเป็นแหล่งน้ำสำรอง
เป็นต้น ประชาสัมพันธ์เพื่อขอให้เกษตรกรทำการเพาะปลูกตามแผนการจัดสรรน้ำที่ได้กำหนดไว้โดยงดการปลูกข้าวนาปรังครั้งที่2 ซึ่งจะช่วยลดการใช้น้ำได้ และสำนักฝนหลวงและการบินเกษตร ได้จัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงรวม 5 ศูนย์ ครอบคลุมทั้งประเทศไทยและจากการประชุมเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2553 มีผลสรุปดังนี้
- ในช่วงวันที่ 9 – 10 สิงหาคม 2553 จะมีฝนตกหนักบางพื้นที่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันออก
และภาคใต้ฝั่งตะวันตก สำหรับช่วงวันที่ 11 – 12 สิงหาคม 2553 ฝนจะตกหนักในพื้นที่ภาคกลาง ตะวันออก และภาคใต้ตอนบน รวมถึงเขตกรุงเทพฯ ซึ่งทางกรุงเทพฯ ได้เฝ้าระวังและเตรียมการระบายน้ำไว้แล้ว
- การประปาส่วนภูมิภาค รายงานปัจจุบันการประปาส่วนภูมิภาคมีน้ำเพียงพอในการเดินระบบผลิต
น้ำประปาได้ทุกสาขาแล้ว
- การบริหารจัดการน้ำ ในช่วงนี้มีน้ำไหลเข้าอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ และขนาดกลาง เพิ่มมากขึ้น เริ่มมี
การเก็บกักน้ำ สำหรับเขื่อนวชิราลงกรณ์ยังอยู่ในภาวะน้ำน้อยและต้องเฝ้าระวังการขาดแคลนน้ำเนื่องจากแนวโน้มน้ำเข้าอ่างน้อยลงต้องบริหารจัดการน้ำร่วมกับเขื่อนศรีนครินทร์
- ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาสถานีเตือนภัยน้ำหลากในพื้นที่เชิงเขาของกรมทรัพยากรน้ำมีการเตือนภัย
จำนวน 23 ครั้ง ในพื้นที่ 64 หมู่บ้าน
. มาตรการบรรเทาภัยแล้ง ปี 2553
1. การกำหนดพื้นที่ปลูกข้าวนาปรังให้เหมาะกับปริมาณน้ำในอ่าง โดย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์. ได้วางแผนกำหนดพื้นที่เพาะปลูกพืชฤดูแล้ง ในปี 2552/2553 ในเขตโครงการชลประทานขนาดใหญ่และขนาดกลางทั้งประเทศ ประมาณ 12.28 ล้านไร่ ลดลงจากปีที่แล้ว 0.90 ล้านไร่ (ปีที่แล้ว 13.18 ล้านไร่)
2. การเตรียมการจัดทำฝนหลวงในพื้นที่ประสบภัยแล้ง โดยสำนักฝนหลวงและการบินเกษตร ได้เตรียมเครื่องบินสนับสนุนการปฏิบัติการฝนหลวง จำนวน 31 เครื่อง แบ่งเป็นเครื่องบินของกษ. 19 เครื่อง และเครื่องบินของกองทัพอากาศ 12 เครื่อง
3. การบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ สำรวจปริมาณน้ำเก็บกักในแหล่งน้ำ ณ ช่วงสิ้นฤดูฝน และวางแผนการใช้น้ำให้ตลอดช่วงฤดูแล้ง
4. การก่อสร้างฝายต้นน้ำ โดย กรมทรัพยากรน้ำ กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช
5. การเจาะบ่อบาดาลในพื้นที่ประสบภัยแล้ง โดย กรมทรัพยากรน้ำบาดาล และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น
6. การฟื้นฟูอนุรักษ์แหล่งน้ำธรรมชาติ ซ่อมแซม ปรับปรุงบ่อน้ำตื้น และระบบประปาหมู่บ้าน โดยกรมทรัพยากรน้ำบาดาลและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น
7. บรูณาการจากหน่วยงานต่างๆ เตรียมน้ำสะอาดสำหรับแจกจ่ายในพื้นที่ประสบภัยแล้ง และร่วมสนับสนุน
รถยนต์แจกจ่ายน้ำและเครื่องสูบน้ำในพื้นที่ประสบภัยแล้ง โดย การประปาภูมิภาค กรมทรัพยากรน้ำ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมป้องกันบรรเทาสาธารณภัย
กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิต องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และกองบัญชาการกองทัพไทย
8. การประชาสัมพันธ์ให้เลื่อนการปลูกข้าวนาปีเป็นกลาง กรกฎาคม 2553 ตามสภาวะฝนคาดการณ์
9. การสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน
- รณรงค์ให้ประชาชนตระหนักในปัญหาภัยแล้งและการประหยัดน้ำ
- ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบข้อมูลสถานการณ์น้ำในพื้นที่
- ประสานงานด้านข้อมูลปัญหาภัยแล้งจากพื้นที่
- ประชาสัมพันธ์การนำน้ำที่ใช้แล้วมาบำบัดเพื่อกลับมาใช้ประโยชน์
- ประชาสัมพันธ์ให้ปลูกพืชเศรษฐกิจที่ใช้น้ำน้อย
- ร่วมกันกำจัดวัชพืชเพื่อลดการระเหยของน้ำ
- ร่วมกันลดการก่อให้เกิดมลพิษในน้ำ
- อบรมและเตรียมความพร้อมให้กับผู้ประกอบอาชีพเลี้ยงปลา
- ติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำในแม่น้ำสายหลัก และลำน้ำสาขา
- แจ้งเตือนภัยคุณภาพน้ำ
. สรุปผลการช่วยเหลือภัยแล้ง ปี 2553 ณ ปัจจุบัน
- กรมทรัพยากรน้ำ แจกน้ำดื่มไปแล้วทั้งสิ้น 1,690,000 ลิตร และประชุมชี้แจงคณะกรรมการลุ่มน้ำ
- กรมอุทยาน สัตว์ป่า และพันธุ์พืช แจกน้ำดื่มไปแล้วทั้งสิ้น 236,000 ลิตร
- กรมทรัพยากรน้ำบาดาล แจกน้ำจากจุดจ่ายน้ำถาวร 100 แห่ง จำนวน 90.40 ล้านลิตร เป่าล้างบ่อบาดาล 46 บ่อ แจกน้ำดื่มจำนวน 170,890 ขวด จัดหาแหล่งน้ำบาดาลให้กับโรงเรียนและหมู่บ้านภัยแล้งทั่วประเทศ 1,300 บ่อ
- กรมชลประทาน ได้ส่งน้ำในการปลูกพืชฤดูแล้ง 19.78 ล้านไร่ เป็นจำนวน 22,417 ล้าน ลบ.ม. คิดเป็นร้อยละ 108 ของแผนจัดสรรน้ำ และมีการใช้เครื่องสูบน้ำ 238 เครื่อง และรถบรรทุกน้ำ 33 คันใน แจกน้ำอุปโภค บริโภค 21.76 ล้านลิตร ประกาศเลื่อนการทำนาปีไปเป็นเดือนกรกฎาคม 2553
- การประปาส่วนภูมิภาค สนับสนุนน้ำดื่ม 549.23 ล้านลิตร
- กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรายงานมีการจัดสรรงบช่วยเหลือจำนวน 672 ล้านบาท แจกจ่ายน้ำ
413.16 ล้านลิตร ซ่อมสร้างทำนบ/ฝายชั่วคราว 5,120 แห่ง และขุดลอกแหล่งน้ำ 5,707 แห่ง
- ศูนย์บรรเทาสาธารณภัยกองทัพบก แจกน้ำอุปโภคบริโภค 21.36 ล้านลิตรใน 25 จังหวัด
- การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ระบายนํ้าเพื่ออุปโภค 53 ล้านลิตร และมีรถบรรทุกน้ำ 30 คัน
- สำนักฝนหลวงและการบินเกษตร ปฏิบัติการ 163 วัน จำนวน 4,953 เที่ยว ใน 63 จังหวัด
 
ข้อมูลจาก 
  ศูนย์เมขลาศูนย์ป้องกันวิกฤติน้ำกรมทรัพยากรน้ำกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ( 9 ..53 )

5
Your rating: None Average: 5 (1 vote)